วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สัจจะมีอย่างเดียว

สัจจะมีอย่างเดียว

ภิกษุทั้งหลาย ! หมู่ ชนรู้ชัดสัจจะใด ไม่พึงวิวาทกัน  สัจจะนั้นมีอย่างเดียวเท่านั้น ไม่มีอย่างที่ 2 สมณพราหมณ์เหล่านั้น พากันอวดสัจจะต่างๆ กันไปเอง เพราะฉะนั้น พวกสมณพราหมณ์จึงไม่พูดอย่างเดียวกัน

ไม่มีสัจจะหลายอย่างต่างๆ กันเลย  เว้นแต่สัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญาในโลก  แต่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย  พากันกำหนดความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายไปเอง  แล้วกล่าวธรรมเป็น 2 อย่างว่า  คำของเราจริง  คำของท่านเท็จ

เจ้าลัทธิอาศัยธรรมเหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็น  เสียงที่ได้ยิน ศีลวัตรหรือ อารมณ์ที่รับรู้แล้ว  แสดงอาการดูหมิ่น และดำรงอยู่ในทิฏฐิ ที่ตกลงใจแล้วก็ร่าเริง  กล่าวว่า คนอื่นเป็นคนพาล ไม่ฉลาด

สมณพราหมณ์เข้าไปอาศัยตบะ ที่ตนเกลียดชังนั้น เข้าไปอาศัยรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน และอารมณ์ที่รับรู้  เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้า  ยังไม่คลายตัณหาในภพน้อยภพใหญ่  จึงยังพร่ำพูดถึงความหมดจดอยู่

ความชอบใจวัตถุย่อมมีแก่ผู้กำลังปรารถนา  อนึ่ง ความหวั่นไหวย่อมมี เพราะวัตถุที่กำหนดแล้ว

อนึ่ง สมณพราหมณ์บางพวก กล่าวธรรมของตนว่าบริบูรณ์ แต่กล่าวธรรมของผู้อื่นว่าเลว  พวกสมณพราหมณ์ถือมั่นแม้อย่างนี้แล้ว  ย่อมวิวาทกัน  เพราะต่างกล่าวทิฏฐิสมมติของตนว่าจริง

หากบุคคลเป็นคนเลว  เพราะเหตุที่ผู้อื่นพูดติเตียนไซร้  ก็ไม่มีใครวิเศษในธรรมทั้งหลายเลย  เพราะคนส่วนมากต่างกล่าว  ยืนยันในแนวทางของตน  พากันกล่าวธรรมของผู้อื่น โดยความเป็นสิ่งเลวทราม



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น