วันอาทิตย์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2557

สัมมาทิฎฐิ สายกลาง



สัมมาทิฎฐิ สายกลาง

ภิกษุทั้งหลาย  ! โลกอาศัยที่สุด 2 อย่าง คือ ความมี และความไม่มี  ตถาคตไม่เข้าใกล้ที่สุดทั้งสองอย่างนี้   
 ผู้มีปัญญาเห็น  ความเกิด ของโลกด้วยปัญญาอันชอบ  ตามความเป็นจริง ความไม่มีในโลก ก็ไม่มี ผู้มีปัญญาเห็น ความดับ ของโลกด้วยปัญญาอันชอบ  ตามความเป็นจริง  ความมีในโลก  ก็ไม่มี
โดยมากโลกนี้  ยังพัวพันอยู่ด้วยอุบาย  และความยึดมั่นอันเป็นเหตุที่ใจเข้าไปยึดมั่นถือมั่น และนอนเนื่องในอัตตาของเรา  แต่อริยสาวกไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น และนอนเนื่องว่า อัตตาของเรา  ไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า  ทุกข์นั่นแล เมื่อเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้น  ทุกข์เมื่อดับย่อมดับไป ตามปฏิจจสมุปบาท


การกำจัดราคะ



การกำจัดราคะ

ท่านพระอานนท์ได้แสดงธรรมเรื่อง การกำจัดราคะ  แก่ท่านพระวังคีสะว่า  ท่านวังคีสะ ! จิตของท่านเร่าร้อน  เพราะความสำคัญผิด  ท่านจงละนิมิตว่างาม  ซึ่งประกอบด้วยราคะ  ท่านจงมองสังขารทั้งหลาย  โดยความเป็นของผันแปร  โดยความเป็นทุกข์  และอย่าดูโดยความเป็นอัตตา  จงดับราคะแรงกล้า อย่าถูกราคะแผดเผาบ่อย ๆ เลย  ท่านจงอบรมจิตให้มีอารมณ์เดียว ให้ตั้งมั่นดี 
ด้วยการพิจารณาเห็นว่าไม่งาม  จงอบรมกายคตาสติ   จงเป็นผู้เบื่อหน่ายให้มาก  จงอบรมความไม่มีนิมิต  และจงถอนมานานุสัย  จากนั้น ท่านจะเป็นผู้สงบ  เที่ยวไป  เพราะละมานะได้


คุณของสติ ปัญญา



คุณของสติ ปัญญา
     
ภิกษุทั้งหลาย  !  ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ   คนมีสติย่อมได้รับความสุข  ความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิตย์  แต่คนมีสติยังไม่หลุดพ้นจากเวร
ผู้มีความยินดีในความไม่เบียดเบียนตลอดวัน และตลอดคืน และเป็นผู้มีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์   ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใครๆ
บุคคลข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา  ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท  ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร  บริสุทธิ์ด้วยปัญญา


ธรรมทั้งหมดอยู่ใต้อำนาจจิต



ธรรมทั้งหมดอยู่ใต้อำนาจจิต
     
ภิกษุทั้งหลาย  ! บุตรเป็นที่พึงของมนุษย์ทั้งหลาย   ภรรยาเป็นเพื่อนที่ยอดเยี่ยมในโลก  หมู่สัตว์ที่มีชีวิตอยู่บนพื้นดิน  อาศัยฝนเลี้ยงชีพ  ตัณหาทำให้คนเกิด   จิตของคนย่อมพล่านไป   สัตว์เวียนว่ายในวัฏสงสาร   ทุกข์เป็นภัยใหญ่หลวงของคนนั้น 
ศรัทธาเป็นเพื่อนของบุรุษ   ปัญญาย่อมปกครองบุรุษ   สัตว์ยินดีในนิพพาน  จึงพ้นทุกข์ทั้งปวง โลก (สัตว์) ถูกจิตนำไป  ถูกจิตผลักไสไป  จิตเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ที่โลกทั้งหมดตกอยู่ใต้อำนาจจิต

โทษของการเสพธรรมอันไม่เป็นสัปปายะ



โทษของการเสพธรรมอันไม่เป็นสัปปายะ

ภิกษุทั้งหลาย ! การเสพรูป เสียง กลิ่น รส  โผฎฐัพพะ (สัมผัส) รับรู้ธรรมารมณ์  อันไม่เป็นสัปปายะเนือง ๆ  ราคะย่อมครอบงำจิตได้ และเมื่อจิตถูกราคะครอบงำ พึงถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย  เปรียบเหมือนคนกินของแสลงอันไม่เป็นสัปปายะเนือง ๆ  หรือไม่รักษาบาดแผลที่ยังไม่หายสนิท
        การทำกิเลสไม่ให้กลับมากำเริบอีก  เมื่อพิจารณาเห็นว่าตน ละลูกศร คือ ตัณหาได้แล้ว  กำจัดโทษอันเป็นพิษ คือ อวิชชา น้อมจิตไปในนิพพานอันชอบแล้ว  พึงหลีกเลี่ยง  “รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฎฐัพพะ(สัมผัส)  และรับรู้ธรรมารมณ์” อันไม่เป็นสัปปายะเสีย  มิฉะนั้นราคะย่อมครอบงำจิตได้   และเมื่อจิตถูกราคะครอบงำจิต  พึงถึงความตาย  หรือทุกข์ปางตาย 
การไม่ประกอบเนือง ๆ  ในอารมณ์อันไม่เป็นสัปปายะ   ด้วยการเสพรูป เสียง กลิ่น รส  โผฎฐัพพะ(สัมผัส) และรับรู้ธรรมารมณ์ อันไม่เป็นสัปปายะ  ราคะก็ครอบงำจิตไม่ได้