วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


ภิกษุอาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล

(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)




ภิกษุทั้งหลาย ! พืชคาม(พืชจากราก, จากต้น, จากยอด, จากข้อ และพืชจากพืช) และภูตคาม(เริ่มตั้งแต่หน่อเขียวสมบูรณ์) อาศัยแผ่นดิน ดำรงบนแผ่นดิน จึงเจริญงอกงาม ไพบูลย์ พืชคาม และภูตคามเหล่านี้ ถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ แม้ฉันใด


ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล เจริญทำให้มาก ซึ่งอริยมรรคมีองค์ 8 ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ในธรรมทั้งหลาย ฉันนั้น

การบังเกิดของกิเลส (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


การบังเกิดของกิเลส
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

นิมิตเป็นเหตุ นิมิตเป็นปัจจัย แห่งความบังเกิดของกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในนิมิตแล้ว จึงแล่นไปในนิพพาน ซึ่งไม่มีนิมิต

  เพราะจิตแล่นไป ในนิพพาน ซึ่งไม่มีนิมิต กิเลสที่พึงบังเกิด เพราะนิมิตเป็นปัจจัย ที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิดก็บังเกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่ปรากฏ ก็ปรากฏขึ้นไม่ได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วยประการ ฉะนี้

กรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นเหตุ กรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นปัจจัย แห่งความบังเกิดของกิเลสทั้งหลาย จิตเห็นโทษในกรรมเป็นเครื่องประมวลมาแล้ว จึงแล่นไปในนิพพาน ซึ่งไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา

 เพราะจิตแล่นไปในนิพพาน ซึ่งไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา กิเลสที่พึงบังเกิด เพราะกรรมเป็นเครื่องประมวลมาเป็นปัจจัย ที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่บังเกิด ก็บังเกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ที่ยังไม่ปรากฏก็ ปรากฏขึ้นไม่ได้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุดับ ทุกข์ก็ดับ ด้วยประการ ฉะนี้

มัคคภาวนาจึงมีอยู่ การทำผลให้แจ้งก็มีอยู่ การละกิเลสก็มีอยู่ ธรรมภิสมัยก็มีอยู่ ด้วยประการ ฉะนี้



วิปัสสนาญาณ (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)




วิปัสสนาญาณ
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ! ผู้พิจารณาเห็นสังขารตามความเป็นจริงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา (ไม่ใช่อัตตาตัวตน)
จักเป็นผู้ประกอบด้วย อนุโลมขันติ (วิปัสสนาญาณ) จักหยั่งลง สู่สัมมัตตนิยาม (โลกุตตรมรรค
ผู้หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผล

ภิกษุย่อมอนุโลมขันติ ด้วยอาการ 40 อย่าง หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม ด้วยอาการ 40 อย่าง คือ การเห็นเบญจขันธ์

1. โดยความไม่เที่ยง
2. โดยความเป็นทุกข์
3. โดยความเป็นโรค
4. โดยความเป็นดังหัวฝี
5. โดยความเป็นดังลูกศร
6. โดยเป็นความลำบาก
7. โดยเป็นอาพาธ
8. โดยเป็นอย่างอื่น
9. โดยเป็นของชำรุด
10. โดยเป็นอัปปมงคล
11. โดยเป็นอันตราย
12. โดยเป็นภัย

พุทธาปทาน (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


พุทธาปทาน
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

ท่านทั้งหลาย ! จงเห็นความเกียจคร้านเป็นสิ่งน่ากลัว แต่จงเห็นความเพียรเป็นสิ่งปลอดภัย  จงบำเพ็ญเพียรกันเถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

ท่านทั้งหลาย จงเห็นความประมาทเป็นสิ่งน่ากลัว แต่จงเห็นความไม่ประมาทเป็นสิ่งปลอดภัย จงเจริญมรรคมีองค์ 8 เถิด นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็น อจินไตย(ไม่อยู่ในวิสัยที่จะคิดได้) พระธรรมของพระพุทธเจ้าก็เป็นอจินไตย สำหรับผู้เลื่อมใสในอจินไตย ย่อมมีวิบากเป็นอจินไตย ดังนี้แล



มรรคมีองค์ 8 (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


มรรคมีองค์ 8
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

(ที่ชื่อว่า มรรค เพราะมีสภาวะเป็นเหตุ )

มรรคมีองค์ 8 คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ เป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง

ชื่อว่า  สัมมาทิฏฐิ เพราะมีสภาวะเห็น
ชื่อว่า  สัมมาสังกัปปะ เพราะมีสภาวะตรึกตรอง
ชื่อว่า  สัมมาวาจา เพราะมีสภาวะกำหนด
ชื่อว่า  สัมมากัมมันตะ เพราะมีสภาวะเป็นสมุฏฐาน  (ที่เกิดทางกาย วาจา จิต)
ชื่อว่า  สัมมาอาชีวะ เพราะมีสภาวะผ่องแผ้ว
ชื่อว่า  สัมมาวายามะ เพราะมีสภาวะประคองไว้
ชื่อว่า  สัมมาสติ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น
ชื่อว่า  สัมมาสมาธิ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน





โพชฌงค์ 7 (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


โพชฌงค์ 7

(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

(ที่ชื่อว่า  โพชฌงค์  เพราะมีสภาวะนำออก )



โพชฌงค์ 7 คือ ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ได้แก่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา เป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง  

ชื่อว่า  สติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะตั้งมั่น ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะเลือกเฟ้นธรรม ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า  วิริยสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะประคองไว้ ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า  ปีติสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะแผ่ไป ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า  ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะสงบ ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า  สมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะไม่ฟุ้งซ่าน ควรรู้ยิ่ง


ชื่อว่า  อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะมีสภาวะพิจารณา ควรรู้ยิ่ง


พละ 5 (พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)


พละ 5
(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๓๑)

(ที่ชื่อว่า "พละ" เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว)

พละ 5 คือ ธรรมอันเป็นกำลัง (นำไปสู่ความสำเร็จ) ได้แก่ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ "เป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง" 

ชื่อว่า  สัทธาพละ   เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะความไม่ศรัทธา
ชื่อว่า  วิริยพละ     เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะความเกียจคร้าน
ชื่อว่า  สติพละ      เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะความประมาท
ชื่อว่า  สมาธิพละ   เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะอุทธัจจะ(ความฟุ้งซ่าน)
ชื่อว่า  ปัญญาพละ เพราะมีสภาวะไม่หวั่นไหว เพราะอวิชชา