วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

ขันธ์ ๕



ขันธ์ 5


ภิกษุทั้งหลาย !  “ขันธ์ 5” คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

เพราะอะไร จึงเรียกว่า รูป เพราะ สลายไป จึงเรียกว่า รูป สลายไปเพราะหนาวบ้าง เพราะร้อนบ้าง เพราะหิวบ้าง เพราะกระหายบ้าง เพราะสัมผัสเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานบ้าง

       เพราะอะไร จึงเรียกว่า เวทนา เพราะ เสวยอารมณ์ เสวยอารมณ์สุขบ้าง เสวยอารมณ์ทุกข์บ้าง เสวยอารมณ์ไม่สุข ไม่ทุกข์บ้าง

        เพราะอะไร จึงเรียกว่า สัญญา เพราะ จำได้หมายรู้ จำได้หมายรู้ในสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีม่วง เป็นต้น

เพราะอะไร จึงเรียกว่า สังขาร เพราะ ปรุงแต่งสังขตธรรม คือ รูปโดยความเป็นรูป เวทนาโดยความเป็นเวทนา สัญญาโดยความเป็นสัญญา สังขารโดยความเป็นสังขาร วิญญาณโดยความเป็นวิญญาณ

เพราะอะไร  จึงเรียกว่า วิญญาณ เพราะ  รู้แจ้ง   รู้แจ้งในรสเปรี้ยว รสหวาน รสมัน รสเค็ม รสเผ็ด รสเฝื่อน รสฝาด รสกร่อย

รูป เปรียบดังกลุ่มของฟองน้ำ ที่เกิดจากกระแสน้ำไหล แม่น้ำคงคาพัดพามา เกิดขึ้นแล้วก็แตกสลายไป
เวทนา เปรียบดังฟองน้ำที่เกิดจากฝนตก เกิดแล้วดับไปเร็วพลัน
สัญญา เปรียบดังพยับแดด ระยิบระยับ หลอกหลอนผู้จำอยู่เสมอ
สังขาร เปรียบดังต้นกล้วย พอกกันอยู่เป็นชั้นๆ กลวงกลางหาแก่นมิได้
วิญญาณ เปรียบดังนักเล่นมายากล แสดงหลอกคนดู ซึ่งหาได้เป็นจริงดังที่เห็นไม่

บุคคลที่พิจารณาเห็นขันธ์ 5 เป็นอัตตา พิจารณาเห็นอัตตา ว่ามีขันธ์ 5 พิจารณาเห็นขันธ์ 5 ในอัตตา พิจารณาเห็นอัตตา ในขันธ์ 5 เมื่อขันธ์ 5 ของเขาย่อยยับไป เขาก็ถึงความพินาศ เพราะขันธ์ 5 นั้น ย่อยยับไป

เมื่ออายุ ไออุ่น และวิญญาณละกายนี้ไป เมื่อนั้น กายนี้ก็ถูกทอดทิ้ง นอนเป็นเหยื่อของสัตว์อื่น

ภิกษุทั้งหลาย ! ดอกอุบลก็ดี ดอกปทุมก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ โผล่พ้นน้ำแล้วตั้งอยู่ แต่ไม่ติดน้ำ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลก เจริญในโลก ครอบงำโลกอยู่ แต่ไม่ติดโลก

การเจริญโพธิปักขิยธรรม 37 อยู่เนืองๆ เพื่อกำจัดอาสวะ สิ้นทุกข์เพราะไม่ถือมั่น




ข้อปฏิบัติของภิกษุเพื่อการหลุดพ้น



ข้อปฏิบัติของภิกษุเพื่อการหลุดพ้น


พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบปัญหาท้าวสักกเทวราช เรื่อง "ข้อปฏิบัติของภิกษุเพื่อการหลุดพ้น" ด้วยธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จสูงสุด มีความเกษมจากโยคะสูงสุด ประพฤติพรหมจรรย์ถึงที่สุด มีที่สุดอันสูงสุด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดา และมนุษย์ทั้งหลายว่า

ธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น ภิกษุควรรู้ยิ่งในธรรมทั้งปวง กำหนดรู้ธรรมทั้งปวง เมื่อเสวยเวทนาสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสลัดทิ้ง เวทนาทั้งหลาย

เมื่อพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสลัดทิ้งเวทนาทั้งหลาย  ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก

เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตน ก็รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป





การพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์



การพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์


ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุพยากรณ์ว่า "ข้าพเจ้ารู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป" เธอไม่ควรยินดี และไม่ควรคัดค้าน พึงถามภิกษุนั้นตามโวหาร 4ประการ

1. กล่าวสิ่งที่ได้เห็นว่าได้เห็น ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 ประการนี้
2. กล่าวสิ่งที่ได้ฟัง ว่าได้ฟัง ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 ประการนี้
3. กล่าวสิ่งที่ได้ทราบ ว่าได้ทราบ ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 ประการนี้
4. กล่าวสิ่งที่ได้รู้ ว่าได้รู้ ผู้ที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว จะไม่ยึดมั่นในโวหาร 4 ประการนี้

ภิกษุผู้เป็นขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว หลุดพ้นแล้ว ฯลฯ สมควรพยากรณ์ตนว่า ข้าพเจ้าไม่ยินดี ไม่ยินร้าย อันกิเลสอาศัยไม่ได้ อันกิเลสพัวพันไม่ได้ หลุดพ้นแล้ว พรากในสิ่งที่ตนเห็นแล้ว ในสิ่งที่ตนฟังแล้ว ในสิ่งที่ตนทราบแล้ว ในสิ่งที่ตนรู้แล้ว มีจิตฝึกให้ปราศจากเขตแดน คือ กิเลสได้แล้วอยู่ ไม่ยึดในโวหาร 4 ประการนั้น


การบรรลุอรหัตตผลของพระอนุรุทธ



การบรรลุอรหัตตผลของพระอนุรุทธ


ท่านพระอนุรุทธได้ปรารภธรรมปฏิบัติของท่านกับท่านพระสารีบุตรว่า

ข้าพเจ้ามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักขุปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่น ไม่หลงลืม มีกายสงบ ไม่กระสับกระส่าย มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง แต่จิตของข้าพเจ้า ก็ไม่พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่น

ท่านพระสารีบุตร ได้ให้คำแนะนำว่า การที่ท่านคิดว่า เรามองดูโลกตั้งพันด้วยทิพยจักขุนี้ จัดเป็นความถือตัวของท่าน

การที่ท่านคิดว่าเราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ตั้งสติมั่นไม่หลงลืมนี้ จัดเป็นความฟุ้งซ่านของท่าน

การที่ท่านคิดว่าเรามีกายสงบ ไม่กระสับกระส่าย มีจิตตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง แต่จิตของข้าพเจ้า ก็ไม่พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นนี้ จัดเป็นความรำคาญใจ ของท่าน

พระสารีบุตรได้แนะนำว่า "ท่านจงละธรรมเหล่านี้เสีย อย่าใส่ใจ จงน้อมใจไปใน อมตธาตุ (นิพพาน) เถิด" พระอนุรุทธะได้น้อมนำปฏิบัติตาม ก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด







การเกิดฉันทราคะ



การเกิดฉันทราคะ


ภิกษุทั้งหลาย ! การเกิดขึ้นของฉันทราคะ

ตาไม่เกี่ยวข้องกับรูป รูปไม่เกี่ยวข้องกับตา แต่อาศัยรูปกับตาทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น ตากับรูปจึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น

หูไม่เกี่ยวข้องกับเสียง เสียงไม่เกี่ยวข้องกับหู แต่อาศัยเสียงกับหูทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น หูกับเสียงจึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น

จมูกไม่เกี่ยวข้องกับกลิ่น กลิ่นไม่เกี่ยวข้องกับจมูก แต่อาศัยกลิ่นกับจมูกทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น จมูกกับลิ้นจึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น

         ลิ้นไม่เกี่ยวข้องกับรส รสไม่เกี่ยวข้องกับลิ้น แต่อาศัยรสกับลิ้นทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น ลิ้นกับรสจึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น

กายไม่เกี่ยวข้องกับโผฏฐัพพะ โผฏฐัพพะไม่เกี่ยวข้องกับกาย แต่อาศัยโผฏฐัพพะกับกายทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น กายกับโผฏฐัพพะ จึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น

ใจไม่เกี่ยวข้องกับธรรมารมณ์ ธรรมารมณ์ไม่เกี่ยวข้องกับใจ แต่อาศัยธรรมารมณ์กับใจทั้งสองนั้น ฉันทราคะจึงเกิดขึ้น ใจกับธรรมารมณ์ จึงเกี่ยวข้องกัน เพราะฉันทราคะนั้น