วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

เหตุให้เกิดสุขและทุกข์ สูตร 1



เหตุให้เกิดสุข และทุกข์ สูตรที่ 1


พระสารีบุตรได้ตอบคำถาม ของสามัณฑกานิปริพาชก เรื่อง เหตุให้เกิดสุข และทุกข์ ว่า
การเกิด เป็นเหตุแห่งทุกข์ การไม่เกิด เป็นเหตุแห่งสุข
เมื่อมีการเกิด ทุกข์นี้ พึงหวังได้ คือ ความหนาว ร้อน หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ สัมผัสไฟ ถูกตีด้วยไม้ ถูกทำร้ายด้วยศัสตรา ทั้งญาติมิตร ต่างก็พากันโกรธเคืองเขา
เมื่อไม่มีการเกิด สุขนี้พึงหวังได้ คือ ความไม่หนาว ไม่ร้อน ไม่หิว ไม่กระหาย ไม่ปวดอุจจาระ ไม่ปวดปัสสาวะ ไม่ต้องสัมผัสไฟ ไม่ต้องถูกตีด้วยไม้ ไม่ต้องถูกทำร้ายด้วยศัสตรา ทั้งญาติมิตรต่างก็ไม่พากันโกรธเคืองเขา


เหตุให้เกิดสุขและทุกข์ สูตรที่ 2

พระสารีบุตรได้ตอบคำถามของสามัณฑกานิปริพาชก เรื่อง เหตุให้เกิดสุข และทุกข์ ว่าภิกษุในธรรมวินัยนี้ ความไม่ยินดี เป็นเหตุแห่งทุกข์ ความยินดี เป็นเหตุแห่งสุข 
เมื่อไม่ยินดี ทุกข์พึงหวังได้  บุคคลผู้ไม่ยินดี  แม้เดินก็ไม่ประสพความสุขสำราญ แม้ยืนอยู่....แม้นั่งอยู่....แม้นอนอยู่....แม้ไปสู่บ้าน....แม้ไปสู่ป่า ....แม้ไปสู่โคนไม้....แม้ไปสู่เรือนว่าง....แม้ไปสู่ที่แจ้ง....แม้ไปสู่ ที่ท่ามกลางสงฆ์ ก็ไม่ประสพความสุขสำราญ 
เมื่อยินดี สุขพึงหวังได้ บุคคลผู้ยินดี แม้เดิน ก็ประสพความสุขสำราญ แม้ยืนอยู่.... แม้นั่งอยู่.... แม้นอนอยู่... .แม้ไปสู่บ้าน.... แม้ไปสู่ป่า...แม้ไปสู่โคนไม้....แม้ไปสู่เรือนว่าง...แม้ไปสู่ที่แจ้ง...แม้ไปสู่ที่ท่ามกลางสงฆ์ ก็ประสพความสุขสำราญ







เหตุแห่งความเสื่อม



เหตุแห่งความเสื่อม


ภิกษุทั้งหลาย ! เหตุแห่งความเสื่อม 10 ประการนี้ 

              1. เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาทิฏฐิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย

             2. เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ มิจฉาสังกัปปะย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้น เพราะมิจฉาสังกัปปะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย

            3. เมื่อมีสัมมาวาจา มิจฉาวาจาย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาวาจาเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาวาจาเป็นปัจจัย

          4. เมื่อมีสัมมากัมมันตะ มิจฉากัมมันตะย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้น เพราะมิจฉากัมมันตะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมากัมมันตะเป็นปัจจัย

5. เมื่อมีสัมมาอาชีวะ มิจฉาอาชีวะย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาอาชีวะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาอาชีวะเป็นปัจจัย

             6. เมื่อมีสัมมาวายามะ มิจฉาวายามะย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้น เพราะมิจฉามายามะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาวายามะเป็นปัจจัย

7. เมื่อมีสัมมาสติ มิจฉาสติย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาสติ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาสติเป็นปัจจัย

8. เมื่อมีสัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาสมาธิ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาสมาธิเป็นปัจจัย

9. เมื่อมีสัมมาญาณะ มิจฉาญาณะย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาญาณะ เป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาญาณะเป็นปัจจัย

10. เมื่อมีสัมมาวิมุตติ มิจฉาวิมุตติย่อมเสื่อมไป บาปอกุศลเป็นอันมากที่เกิดขึ้นเพราะมิจฉาวิมุตติเป็นปัจจัยย่อมเสื่อมไป และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เพราะสัมมาวิมุตติเป็นปัจจัย




เหตุเกิดแห่งภพ



เหตุเกิดแห่งภพ


ภิกษุทั้งหลาย ! กรรม(กุศลกรรม,อกุศลกรรม) ชื่อว่า เป็นไร่นา
วิญญาณ (อภิสังขารวิญญาณที่เกิดร่วมกรรม) จึงชื่อว่า เป็นพืช
ตัณหา จึงชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณตั้งมั่นอยู่ได้ เพราะ ธาตุอย่างหยาบ(กามธาตุ) ของสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่ จึงมีต่อไปด้วยประการละฉะนี้


ภิกษุทั้งหลาย ! กรรม (กุศลกรรม,อกุศลกรรม) ชื่อว่า เป็นไร่นา
วิญญาณ (อภิสังขารวิญญาณที่เกิดร่วมกรรม) จึงชื่อว่า เป็นพืช
ตัณหา จึงชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณตั้งมั่นอยู่ได้ เพราะ ธาตุอย่างกลาง (รูปธาตุ) ของสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่ จึงมีต่อไปด้วยประการละฉะนี้


ภิกษุทั้งหลาย ! กรรม (กุศลกรรม,อกุศลกรรม) ชื่อว่า เป็นไร่นา
วิญญาณ (อภิสังขารวิญญาณที่เกิดร่วมกรรม) จึงชื่อว่า เป็นพืช
ตัณหา จึงชื่อว่าเป็นยางเหนียว วิญญาณตั้งมั่นอยู่ได้ เพราะ ธาตุอย่างประณีต (อรูปธาตุ) ของสัตว์ที่มีอวิชชาเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกใจ การเกิดในภพใหม่ จึงมีต่อไปด้วยประการละฉะนี้







หลักธรรมที่ชื่อว่าแว่นธรรม




หลักธรรมที่ชื่อว่าแว่นธรรม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า อานนท์ ! หลักธรรมที่ชื่อว่าแว่นธรรม เป็นเครื่องมือมีไว้ เมื่อประสงค์ ก็พึงพยากรณ์ตนได้ด้วยตนเองว่า เราหมดสิ้นเหตุที่ให้ไปเกิดในนรก หมดสิ้นเหตุที่ให้ไปเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน หมดสิ้นเหตุที่ให้ไป เกิดในแดนเปรต หมดสิ้นเหตุที่ให้ไป เกิดในอบาย ทุคติ และวินิบาตแล้ว เราเป็นพระโสดาบันไม่มีทางตกต่ำ  มีความแน่นอนที่จะสำเร็จสัมโพธิในวันข้างหน้า ได้แก่

1. มีความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า
2. มีความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหว ในพระธรรม
3. มีความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์ 
      4. ประกอบด้วยศีลที่พระอริยะชอบใจ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหา และทิฏฐิ ครอบงำ เป็นไปเพื่อสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย ! สมาธิอันบุคคลอบรม โดยมีศีลเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ปัญญาอันบุคคลอบรมโดยมีสมาธิเป็นฐาน ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก จิตอันบุคคลอบรม โดยมีปัญญาเป็นฐาน ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ จากอาสวะทั้งหลาย คือ กามาสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ