วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อสรพิษ ๔ จำพวก



อสรพิษ ๔ จำพวก

พระพุทธเจ้าตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี ว่า...
  อสรพิษมีฤทธิ์เดชแรงกล้า ๔ จำพวก(คือ มหาภูตรูป ๔ ได้แก่ ร่างกาย อันประกอบด้วยธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ) ชายผู้รักตัวกลัวตาย มีคนบอกเรื่องอสรพิษ ๔ จึงหลบหนีไป
ขณะหนีไปมีคนมาบอกว่า เพชฌฆาตดุร้าย ๕ คน (คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ) กำลังตามมาจะฆ่าท่าน งานใดค้างอยู่ให้ รีบทำ
ชายคนนั้นจึงหนีต่อไปอีก มีคนมาบอกอีกว่า เพชฌฆาตคนที่ ๖ (นันทิราคะ คือ ความยินดี เพลิดเพลินอยู่ในกามคุณ ๕)เหาะมาทางอากาศ จะตามมาฆ่าท่าน
ชายคนนั้นหนีต่อไปอีก และหลบเข้าไปบ้านร้าง(คือ อายตนะภายใน ๖ ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) หลังหนึ่ง กำลังลูบคลำภาชนะเปล่า
มีคนมาบอกว่า โจรที่คอยฆ่าชาวบ้าน(คืออายตนะภายนอก ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) และธรรมารมณ์ ) เข้ามาเรือนร้างนี้เสมอ (อาจฆ่าท่านได้)
ชายคนนั้นจึงหนีต่อไปอีก พบห้วงน้ำใหญ่ (คือ โอฆะทั้ง ๔ ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ และอวิชชา) ฝั่งนี้ (กายนี้  โลกนี้) เต็มไปด้วยภัยอันตราย จึงผูกแพ (มรรค)ข้ามไปฝั่งโน้น (นิพพาน) และขึ้นบกโดยปลอดภัย จึงเป็นพราหมณ์ (คือพระอรหันต์)


อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ



อานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงอานิสงส์ของการเจริญกายคตาสติ หรือผลของการใช้สติพิจารณากายไว้มีมากมาย ดังนี้
๑. การใช้สติพิจารณากาย ถ้าอบรมบ่อยๆ ทำให้เชี่ยวชาญ ย่อมทำให้เกิดความสังเวช เกิดประโยชน์ ไม่ตกเป็นธาตุของอำนาจฝ่ายต่ำ มีสติ มีสัมปชัญญะ(รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ) เกิดญาณทัสสนะ(เห็นตามความเป็นจริง) เข้าใจวิธีที่จะอยู่ให้เป็นสุขในชีวิตปัจจุบัน และทำตนให้รู้แจ้งความรู้(วิชชา) และความหลุดพ้น(วิมุตติ) ได้ด้วย
๒. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว กายของเขาก็จะสงบ ใจของเขาก็จะสงบ แม้วิตก วิจารก็สงบ เป็นคุณธรรมที่เกื้อกูลความรู้ให้บริบูรณ์
๓. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ความชั่วที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด และความชั่วอื่นที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมละได้
๔. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ความดีที่ยังไม่เกิด ย่อมเกิด และความดีที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญไพบูลย์ยิ่งขึ้น
๕. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมละความไม่รู้(อวิชชา) เสียได้ ความรู้ย่อมเกิดขึ้น ย่อมละการสำคัญตัว(มานะ)เสียได้ กิเลสชนิดละเอียด(อนุสัย)ก็เพิกถอนได้แล้ว และยังละกิเลสทั้งหยาบ และละเอียดได้อีกด้วย
๖. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมก่อให้เกิดปัญญาแตกฉาน และเป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยสิ้นเชิง
๗.การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมรู้แจ้งธรรมธาตุ(สภาพที่แท้จริงของรูปธรรมและนามธรรม)มากมาย และย่อมแตกฉานในธรรมธาตุต่างๆเหล่านั้น
๘.การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมมีส่วนเกื้อกูลที่จะทำให้บรรลุโสดาบัน(ผู้เข้าถึงกระแสนิพพาน  เป็นอริยบุคคลขั้นแรก เกิดอีกอย่างมากไม่เกิน ๗ ชาติ อย่างกลาง ๒-๓ ชาติ อย่างต่ำเกิดอีกเพียงชาติเดียว) บรรลุสกิทาคามี(ผู้เป็นอริยบุคคลขั้นที่ ๒ จะเกิดอีกเพียงชาติเดียว) บรรลุอนาคามี(ผู้เป็นอริยบุคคลขั้นที่ ๓ ผู้ละสังโยชน์(กิเลส)เบื้องต่ำได้หมดทั้ง ๕ ข้อ ผู้ไม่กลับมาเกิดในโลกนี้อีก) และบรรลุอรหันต์ เป็นอริยบุคคลขั้นสูง ผู้ละสังโยชน์(กิเลส)ทั้งเบื้องต่ำ ๕ ข้อ เบื้องสูง ๕ ข้อ ได้หมด)
๙. การใช้สติพิจารณากายที่บุคคลอบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้เกิดปัญญาที่จะกำจัดกิเลสทุกประเภท
๑๐. ผู้ที่ไม่ได้อบรมเรื่องการใช้สติพิจารณากาย ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ได้บริโภคอมตธรรม ส่วนผู้ที่ได้อบรมเรื่องการใช้สติพิจารณากาย ชื่อว่า เป็นผู้ได้บริโภคอมตธรรม(ธรรมที่ไม่ตาย คือ พระนิพพาน)

     พระสูตร เล่มที่ ๕  “กายคตาสติ เอกนิบาต เล่ม ๒๐ ข้อ ๒๒๖-๒๔๖”


วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

พระศรีอริยเมตไตรย



พระศรีอริยเมตไตรย

  พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน(พระโคดม)ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับพระศรีอริยเมตไตรย ไว้พบในพระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑ พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๓ ดังนี้[
  "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเมื่อมนุษย์มีอายุ ๘๐,๐๐๐ ปี พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่า เมตไตรย์ จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกพระธรรม เหมือนตถาคตอุบัติขึ้นแล้วในโลกในบัดนี้ เป็นอรหันต์
  พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงทำโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงสอนหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม เหมือนตถาคตในบัดนี้
  พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้นจักทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิงเหมือนตถาคตในบัดนี้
  พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเมตไตรย์พระองค์นั้น จักทรงบริหารภิกษุสงฆ์หลายพัน เหมือนตถาคตบริหารภิกษุสงฆ์หลายร้อย ในบัดนี้ฉะนั้น ฯ"
  จากการบันทึกในเอกสารต่าง ๆ เช่น อนาคตวงศ์ สรุปพระประวัติของพระเมตไตรยได้ว่า พระโพธิสัตว์จะจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตมาถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในครรภ์ของนางเมตไตรย ภรรยาของสุพรหมพราหมณ์ ปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักร แห่งเกตุมดีนคร
  เมื่อประสูติได้มีนิมิต ๓๒ ประการแล้ว ก็บังเกิดปราสาท ๓ หลังเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อพระชนมายุ ๘,๐๐๐ ปี
ทอดพระเนตรเห็นนิมิตทั้ง ๔จึงทรงพอพระทัยในการบวช เสด็จขึ้นไปสู่ปราสาท ปราสาทก็ลอยขึ้นสู่อากาศ มาลงที่ใกล้โพธิมณฑล
  ท้าวมหาพรหมอัญเชิญอัฏฐบริขารมาถวาย พระโพธิสัตว์ทรงเอาพระขรรค์แก้วตัดพระเมาลี ทรงรับเครื่องอัฏฐบริขารที่ท้าวมหาพรหมนำมาถวาย ผนวชแล้วบำเพ็ญเพียร มีคนบวชตามเป็นอันมาก
  พระโพธิสัตว์ประทับนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณในมัชฌิมยาม ทรงทำให้แจ้งทิพยจักษุญาณในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ ๑๒ ประการ ในเวลารุ่งอรุณ ทรงบรรลุซึ่งพระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใต้ต้นกากะทิง
  พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า มีพระฉัพพรรณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั้งกลางวันและกลางคืน คนทั้งหลายอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ บริโภคข้าวสาลีที่เกิดจากพระพุทธานุภาพ
  โลกนี้จะมีความสงบสุขและพระศาสนาจะมีความรุ่งเรืองกว่าพระศาสนาของพระพุทธเจ้าในองค์ปัจจุบันนี้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าจะมีพระอริยบุคคลมากกว่า และประชาชนจะมีความสุขอย่างยิ่ง คือจะไม่มีเรื่องร้อนใจเลย ทุกคนพอใจในความเป็นอยู่ ไม่มีการเบียดเบียน ตอนนอนไม่ต้องปิดประตูก็ได้ บ้านเลยไม่ต้องทำประตูก็ได้ เรื่องคนร้าย หรือขโมยก็ไม่ต้องกลัว แล้วก็คนจะเป็นคนดีเหมือนกันหมด มีคนพาล จนกระทั่งลงจากบ้าน ก็ไม่มีใครจำได้ว่า ใครเป็นใคร เพราะรูปร่างหน้าตาดีเหมือนกันหมด สุภาพเหมือนกันหมด มันสวยเหมือนกันหมด จนเมื่อกลับเข้าบ้าน จึงจะจำได้ว่า นี่คือภรรยาของเรา นี่คือสามีของเรา นี่คือลูกของเรา
  เมื่อต้องการอะไรก็ได้ดังต้องการมีต้นไม้พิเศษที่เรียกว่า ต้นกัลปพฤกษ์ อยู่ทุกทิศ อยากได้อะไรก็ไปขอที่ต้นไม้ มีความสะดวกสบาย แม้แต่การคมนาคม การไปการมา จนว่าน้ำในแม่น้ำนั้น จะไหลลงข้างหนึ่ง จะไหลขึ้นข้างหนึ่ง เพื่อจะสะดวกต่อการใช้เรือ อยู่กันเป็นผาสุก ไม่มีอันธพาล ทุกอย่างได้อย่างใจหมด