วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สัญญาเพื่อการสิ้นทุกข์ สูตรที่ 2



สัญญาเพื่อการสิ้นทุกข์ สูตรที่ 2
 (พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  2539 เล่ม 23)


ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา 10 ประการนี้ ที่ภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (นิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด

1. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
2. อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)
        3. มรณสัญญา (กำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา)
4. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (กำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร)
5. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (กำหนดหมายความไม่เพลิดเพลินในโลก)
6. อัฏฐิกสัญญา (กำหนดหมายซากศพ ที่ยังเหลืออยู่แต่ร่างกระดูก หรือ กระดูกท่อน)
7. ปุฬุวกสัญญา (กำหนดหมายซากศพ ที่มีหนอนคลาคล่ำ เต็มไปหมด)
8. วินีลกสัญญา (กำหนดหมายซากศพที่มีสีเขียวคลาคล่ำด้วยสีต่างๆ)
9. วิจฉิททกสัญญา (กำหนดหมาย ซากศพที่ขาดจากกันเป็น 2 ท่อน)
10. อุทธุมาตกสัญญา (กำหนดหมาย ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืด)

** เมื่อนั้น ภิกษุนั้นพึงหวังผล อย่าง 1 ใน 2 อย่าง คือ อรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อมีอุปาทานเหลืออยู่จักเป็น อนาคามี **






สัญญาเพื่อการสิ้นทุกข์ สูตรที่ 1


สัญญาเพื่อการสิ้นทุกข์ สูตรที่ 1

(พระไตรปิฎก ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  เล่มที่ 23)



ภิกษุทั้งหลาย ! สัญญา 10 ประการนี้ ที่ภิกษุเจริญทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ (นิพพาน) มีอมตะเป็นที่สุด

      1. อสุภสัญญา (กำหนดหมายความไม่งามแห่งกาย)
2. มรณสัญญา (กำหนดหมายความตายที่จะต้องมาถึงเป็นธรรมดา)
3. อาหาเร ปฏิกูลสัญญา (กำหนดหมายความปฏิกูลในอาหาร)
4. สัพพโลเก อนภิรตสัญญา (กำหนดหมายความไม่เพลิดเพลินในโลก)
5. อนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
6. อนิจเจ ทุกขสัญญา (กำหนดหมายความเป็นทุกข์ในความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
7. ทุกเข อนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาในความทุกข์)
8.ปหานสัญญา (กำหนดหมายเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
9. วิราคะสัญญา (กำหนดหมายวิราคะว่า เป็นธรรมละเอียดประณีต)  คือ ความคลายกำหนัด
10. นิโรธสัญญา (กำหนดหมายนิโรธว่า เป็นธรรมละเอียดประณีต) คือ ความดับสัญญา

เมื่อนั้น ภิกษุนั้นพึงหวังผล อย่าง 1 ใน 2 อย่าง คือ อรหัตตผล ในปัจจุบัน หรือเมื่อมีอุปาทานเหลืออยู่จักเป็น อนาคามี


วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2555

อสงไขย, มหากัป



อสงไขย
(จากหนังสือวิมุตติรัตนมาลี ๑ พระพรหมโมลี(วิลาศ ญาณวโร ป.ธ.๙)

อสงไขยกถา กล่าวถึงกาลเวลาที่เรียกว่า "อสงไขย" คือ กำหนดเวลาที่มากมาย ยาวนานเกิน ที่จะนับจะประมาณได้
คำว่า "อสงไขย" แปลว่า นับไม่ได้เปรียบดังฝนตกใหญ่มโหฬารตลอดคืน ตลอดวัน ติดต่อกัน ๓ ปี จนน้ำสูงเจิ่ง นองท่วมท้น เต็มขอบเขาจักรวาล สูง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หากมีเทวดาผู้วิเศษสามารถนับเม็ดฝน และหยาดน้ำฝน ที่กระจายเป็นฟองฝอยน้อยใหญ่ทั้งหมดได้ จำนวนเท่าใด นั่นแหละคือ อสงไขยหนึ่ง

มหากัป
มหากัปปกถา กล่าวเปรียบเทียบความยาวนานของมหากัป ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานมาก เอาไว้ว่า "ภูเขาสูงใหญ่กว้าง และสูงหนึ่งโยชน์ ทุก ๆ ร้อยปี มีเทวดา ผู้วิเศษ นำผ้าทิพย์เนื้อละเอียดมาเช็ดถูครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเขาลูกนั้นสึกเกรียน เหี้ยนสั้นลง จนกระทั่งราบเป็นหน้ากลอง" นั่นแหละ ! จึงนับว่าเป็น หนึ่งมหากัป
และอุปมาดัง "มีกำแพงยักษ์ กว้าง ลึกวัดได้ หนึ่งโยชน์ ทุก ๆ ร้อยปี มีเทวดา ผู้วิเศษ นำเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาด มาหยอดใส่กำแพงนั้น เมล็ดหนึ่ง จนกระทั่ง เมล็ดพันธุ์ผักกาด เต็มเสมอขอบกำแพง" จึงกำหนดนับได้ว่า เป็นหนึ่งมหากัป
๑ มหากัป เท่ากับ ๔ อสงไขยกัป
๑ อสงไขยกัป เท่ากับ ๖๔ อันตรกัป
๑ อันตรกัป เท่ากับ ๑ รอบอสงไขยปี
( กัป แปลว่า กาลกำหนด ช่วงระยะเวลาอันยาวนาน ที่กำหนดว่าโลก คือ สากลจักรวาลประลัยครั้งหนึ่ง)


สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้เวลาในการสร้าง บารมี(ระดับธรรมดา) อุปบารมี (ระดับกลาง) และปรมัตถบารมี (ระดับสูง) มาเป็นเวลาอันยาวนานมาก 

พระองค์ปัจจุบันคือสมเด็จพระสมณโคดมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมานานถึง ๔ อสงไขย กับ ๑๐๐,๐๐๐ มหากัป